31 กรกฎาคม 2562 645 อำเภอ ขอน้ำแก้แล้ง ฝนหลวงฯ บินกู้สู้โลกร้อน

ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/local/1626158

ปรากฏการณ์แล้งกลางฤดูฝน ปีนี้เป็นปีแรกที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เปิดฐานปฏิบัติการโปรยฝนหลวงมากถึง 11 ฐานบินในทุกภาค ไม่มีเว้นแม้แต่ภาคใต้ ที่เคยว่ากันว่าฝนชุก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 ฐาน ขอนแก่น, สุรินทร์, อุบลราชธานี, นครราชสีมา ภาคเหนือ 3 ฐาน เชียงใหม่, พิษณุโลก, ตาก ภาคกลาง 2 ฐาน กาญจนบุรี, ลพบุรี ภาคใต้ สุราษฎร์ธานี และภาคตะวันออก สระแก้ว จังหวัดละ 1 ฐานปฏิบัติการ นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้ให้หน่วยงานที่มีฝูงบินไว้ในครอบครอง ส่งเครื่องบินมาร่วมปฏิบัติการเพิ่มเติมอีก 7 ลำ กองทัพอากาศ 5 ลำ กองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกหน่วยงานละ 1 ลำ รวมกันแล้วปีนี้จะมีเครื่องบินมาร่วมด้วยช่วยกันบรรเทาภัยแล้งกลางฤดูฝนมากถึง 29 ลำ แม้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้ว่า ปริมาณฝนโดยรวมของทั้งประเทศในช่วงฤดูฝนปีนี้ จะน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10 แต่ในบางพื้นที่กลับมีฝนน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 20-30 และจากแผนที่ของกรมฝนหลวงฯ ที่นำข้อมูลรายงานปริมาณน้ำฝนที่ตกในแต่ละวัน ทั้งจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และอาสาสมัครฝนหลวง มาพล็อตลงไปบนแผนที่เพื่อหาว่า พื้นที่ไหนในช่วง 7 วัน มีฝนตกสะสมต่ำกว่า 10 มม. ถือเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งในฤดูฝน ที่จะต้องออกปฏิบัติการบินทำฝนหลวงให้ชาวบ้าน เราพบว่าฤดูฝนปีนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้งมากถึงร้อยละ 70 เลยทีเดียว” อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่าสอดคล้องกับข้อมูลร้องขอฝนหลวงของชาวบ้านและหน่วยราชการต่างๆ ปีนี้มีการร้องขอฝนหลวงมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่ 1 มี.ค.เป็นต้นมามีการร้องขอมากถึง 2,446 ราย จาก 645 อำเภอ ใน 67 จังหวัด มีอำเภอประสบภัยแล้งร้อยละ 73 จาก 876 อำเภอทั่วไทย (ไม่รวม กทม.) แต่การจะทำให้ฝนหลวงโปรยปรายได้ทั่ว ในสภาวะอากาศที่แปรปรวนไปทั่วโลกเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะเป็นช่วงฤดูฝนก็ตามที สภาพอากาศฤดูฝนปีนี้ไม่เหมือนปีก่อนๆ จากเดิมการจะขึ้นบินทำฝนหลวงแต่ละครั้งให้ได้ผลคุ้มค่าเงินงบประมาณ เราจะต้องดูว่า อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์สูงเกินกว่าร้อยละ 60 ค่าการยกตัวของเมฆอยู่ในแนวดิ่ง ความเร็วลมชั้นบนในระดับความสูง 5,000-10,000 ฟิต ต้องไม่เกิน 36 กม.ต่อชั่วโมง และสภาพอากาศชั้นบนต้องเปิด เมฆชั้นบน ชั้นกลางไม่มาก เพื่อแสงแดดจะได้ทำให้เมฆฝนที่เราก่อขึ้นจะได้ขยายตัวฟองฟูตกเป็นฝน ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติของการเกิดเมฆฝน แต่ปรากฏว่าปีนี้เมฆชั้นบน ชั้นกลาง ซึ่งไม่ใช่เมฆฝน เป็นแค่ชั้นเมฆบางๆ เกิดปกคลุมท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก จนแสงจากดวงอาทิตย์ถูกบดบัง เมฆฝนที่เราก่อขึ้นไม่อาจจะฟองฟูให้มีขนาดใหญ่อย่างที่เราต้องการได้สักเท่าไร” จากอุปสรรคของสภาพอากาศชั้นบนเปลี่ยนแปลง เป็นเพราะภาวะโลกร้อนหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ส่งผลให้การทำฝนหลวงได้ผลสัมฤทธิ์ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ จากเดิมเราบินขึ้นไปก่อกวนสร้างเมฆในตอนเช้าได้ จะสามารถบังคับให้ฝนตกลงมาตามจุดเป้าแต่เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนไปมีเมฆชั้นบนมาบังดวงอาทิตย์มาก การบินขึ้นไปก่อเมฆเอง ยากจะทำได้ เลยต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีรอให้เมฆธรรมชาติก่อตัวขึ้นมาก่อน จากนั้นถึงจะบินขึ้นไปปฏิบัติเลี้ยงให้อ้วน และโจมตีให้ฝนตก เลยทำให้ฝนตกออกไปนอกพื้นที่เป้าหมายที่เราวางไว้ ไม่เหมือนเราก่อเมฆได้เอง จะสามารถกำหนดให้ฝนตกตรงจุดที่ต้องการได้แม่นยำมากกว่า” เมื่อโลกความจริงเป็นเช่นนี้ มีหลายอย่างที่มนุษย์ยังยากควบคุมได้ และยังรู้ไม่หมดคงต้องยอมรับสภาพ อย่าตั้งความหวังอะไรให้มาก ฝนหลวงไม่ใช่ก๊อกน้ำประปา ที่จะเปิดให้น้ำไหลได้ดั่งใจทุกเวลา ฉะนั้นหนทางมั่นคงที่จะทำให้เราอยู่รอดในโลกยุคนี้ต้องรู้จักสร้างแหล่งเก็บน้ำสำรองไว้ใช้เองเป็นดีที่สุด.